วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การศึกษาโลก
การศึกษาในประชาคมอาเซียน

1.ชื่อเรื่อง
         คุยกับดำรง พุดตาล มาตรฐานการศึกษาไทย
ข้อสรุปประเด็นที่ได้   
           ผลการจัดอันดับของ ‘‘World Economic Forum- 2013-2014’’ ต่อระบบการศึกษาไทย ประเทศไทยได้อันดับที่8 ซึ่งเป็นอันดับเกือบสุดท้ายของอาเซียน โดยประเทศสิงคโปร์เป็นอันดับที่ 1 ของอาเซียน โดยประเทศสิงคโปร์จะเน้นงบประมาณการศึกษาเป็นอันดับที่1 แต่ประเทศไทยนำงบประมาณของประเทศไปทำอย่างอื่น ทำให้งบประมาณการศึกษาอยู่ที่อันดับ 9

ข้อคิดที่ได้    
ประเทศไทยควรจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เกิดประโยชน์มากกว่าเดิม โดยอาจส่งเสริมให้เด็กได้เรียนหนังสืออย่างมีคุณภาพ

2.ชื่อเรื่อง  
         การขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่ประชาคมอาเซียน
ข้อสรุปประเด็นที่ได้
         ดร.สุรินทร์ บอกให้คนไทยต้องเตรียมตัวเองเพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ใน 4 ด้าน
1. การปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมอง พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและความแตกต่างที่หลากหลาย
2. ภาษา ความสามารถในการสื่อสาร โดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษากลางของ AEC ในอนาคต ต้อง ประเทศต้องเปิดอาเซียนและคนไทยต้องพร้อมที่จะสื่อสารกับชาวต่างชาติได้
3. ความเป็นเลิศทางวิชาการเท่านั้นที่จะเป็นหลักประกันและช่วยให้อยู่รอด
4. คนไทยต้องมีความทะเยอทะยานในการที่จะให้ลูกหลานบรรลุจุดสูงสุดตามศักยภาพที่เขามีอยู่

ข้อคิดที่ได้    
            การเปิดอาเซียนของประเทศไทยควรมีพื้นฐานในหลายด้านที่มั่นคงก่อน เพื่อเป็นมาตรฐานของประเทศที่กำลังพัฒนา

3.ชื่อเรื่อง    
         การศึกษาไทยในประชาคมอาเซียน ตอนที่ 1
ข้อสรุปประเด็นที่ได้
    
          การเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในเชิง คือ กระทรวงศึกษาธิการได้รองรับการเตรียมความพร้อมของอุดมศึกษาไทยในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยที่ผ่านนโยบายที่รองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในการนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งควรมีนโยบายในการปรับตัวและการเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแก่มหาวิทยาลัยในประเทศไทย

ข้อคิดที่ได้     
         การที่จะพัฒนาการศึกษาผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองควรหันมาสนับสนุนการศึกษาไทยมากกว่า

4.ชื่อเรื่อง         
         การศึกษาไทยในประชาคมอาเซียน ตอนที่ 2
ข้อสรุปประเด็นที่ได้
   
           ประเทศไทยจะต้องใช้ความต่อเนื่องของนโยบาย ต้องใช้ความทุ่มเท ต้องใช้สมรรถภาพของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ  คือ ความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ เพราะปัญหาภายในของประเทศไทยที่เปลี่ยนนโยบาย ไม่มีความต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมตัวเพื่อได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งที่ฐานอื่นดีกว่าคนอื่น

ข้อคิดที่ได้    
        ประเทศไทยมีเวลาเตรียมตัวได้เยอะ ถ้ารู้จักตื่นตัวทุกเวลาที่จะพัฒนาความสามารถให้ถึงเป้าหมาย
5. ชื่อเรื่อง
      การศึกษาไทยในประชาคมอาเซียน ตอนที่ 3
ข้อสรุปประเด็นที่ได้
      การศึกษาหาความรู้ในปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ในข่าว ในหนังสือพิมพ์ ในอินเตอร์เน็ต และอื่นๆอีกมากมาย ในปัจจุบันนี้การเรียนภาษาต่างประเทศคือการมีกุญแจทองคำใหญ่ๆที่จะไขไปสู่อนาคตได้ การเรียนการสอนต้องเน้นให้ให้เด็กคิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และหลีกเลี่ยงการท่องจำ
ข้อคิดที่ได้
      ความรู้ไม่ได้มีแค่เพียงในหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียว แต่มีอยู่รอบด้านรอบตัวเรา
6.ชื่อเรื่อง    
    การศึกษาในประเทศสิงคโปร์
ข้อสรุปประเด็นที่ได้    
         สิงคโปร์ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของคนในชาติเป็นอย่างมากซึ่งระบบการศึกษาของสิงคโปร์เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก โดยสิงคโปร์ประกาศว่าจะเป็นศูนย์กลางทางการศึกษามาตรฐานโลกโดยจะให้โอกาสเท่าเทียมกันในด้านการศึกษาเป็นพื้นฐานและจะดึงดูดคนต่างประเทศเข้ามาเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัยโดยรัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา

ข้อคิดที่ได้    
          ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่รู้จักการวางแผนปรับปรุงการศึกษาเสมอให้ล้ำหน้าโลก ทำให้สิงคโปร์มีระบบการศึกษาที่ดีของโลกเป็นอันดับที่ 3

7.ชื่อเรื่อง    
        การศึกษาในประเทศเวียดนาม
ข้อสรุปประเด็นที่ได้
           ระบบการศึกษาและปัญหาการศึกษาของเวียดนามมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทย โดยการจัดการศึกษาของเวียดนามมีการแบ่งเป็นสายสามัญกับสายอาชีพเช่นเดียวกับไทย การศึกษาของเวียดนามเน้นการท่องจำให้เก่ง เพื่อไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่พอจบมาคนเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญหาประชาชนว่างงานล้นประเทศเวียดนาม ดังนั้นเวียดนามจึงเร่งการแก้ไขปัญหาการศึกษาเช่นเดียวกัน

ข้อคิดที่ได้    
          ประเทศไทยควรนำข้อบกพร่องของประเทศอื่นมาเป็นบทเรียนเพื่อแก้ไขประเทศตนเองให้ก้าวหน้ามากขึ้น

8. ชื่อเรื่อง    
        การศึกษาในประเทศลาว
ข้อสรุปประเด็นที่ได้   
         ประเทศลาวมีปัจจัยพื้นฐานแห่งการเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมและทันสมัย เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น แต่ต้องยึดการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เร่งดำเนินการปฏิรูประบบการศึกษาแห่งชาติให้มีคุณภาพ และมีมาตรฐานสูงขึ้น โดยมุ่งเน้น “สร้างคนลาวให้เป็นพลเมืองดี มีการศึกษา ’’

ข้อคิดที่ได้     
        ประเทศควรมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาไทย ให้เด็กไทยรักการเรียนรู้

9.ชื่อเรื่อง     
      การศึกษาในประเทศมาเลเซีย
ข้อสรุปประเด็นที่ได้   
        รัฐบาลของประเทศมาเลเซียต้องการพัฒนามาเลเซียให้เป็นศูนย์กลางของความเป็นเลิศทางด้านการศึกษาในภูมิภาคนี้โดยมีการวางแผนพัฒนายุทธศาสตร์ด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผลของการพัฒนาเห็นได้ชัดจากการที่มีนักเรียนต่างชาติเดินทางเข้ามาศึกษาที่ประเทศมาเลเซียสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อคิดที่ได้    
       ประเทศมาเลเซียมีความพยายามที่พัฒนาประเทศตนเองให้เป็นเลิศทางวิชาในภูมิภาคอาเซียน และเป็นที่ยอมรับของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

10.ชื่อเรื่อง    
        การศึกษาในประเทศอินโดนีเซีย
ข้อสรุปประเด็นที่ได้     
        การศึกษาอินโดนีเซียไม่มีแผนการเรื่องการแข่งขันกับนานาชาติ หรือการจะเป็นการศึกษาอินเตอร์ในภูมิภาคนี้เพราะการเป็นชาติระดับแนวหน้าของโลกมุสลิม ทำให้ค่อนข้างไม่ให้ความสำคัญกับตะวันตก โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนด้านภาษาต่างประเทศ ในทางกลับกันอินโดนีเซียมักให้น้ำหนักไปที่การศึกษาในเชิงศาสนาอิสลามและจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งทางด้านการศึกษาก็คือ การเน้นการศึกษาวิชาชีพให้กับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา

ข้อคิดที่ได้    
        ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาภาษาอาหรับมากกว่าภาษาอังกฤษ โดยไม่เน้นการปฏิรูปแบบเร่งด่วน

11.ชื่อเรื่อง    
       การศึกษาในประเทศฟิลิปปินส์
ข้อสรุปประเด็นที่ได้    
        ประเทศฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ทันสมัยในอาเซียน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการศึกษาที่สำคัญในเอาเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจาก ประเทศฟิลิปปินส์มีหลักสูตรการศึกษาอันทันสมัยแบบเดียวกับสหรัฐอเมริกาและการศึกษาในรูปแบบอเมริกานี้มีส่วนช่วยให้เกิดการตื่นตัวทางสังคมและเกิดปัญญาชนใน ประเทศฟิลิปปินส์และฟิลิปปินส์ยังใช้รูปแบบการศึกษาแบบอเมริกาในสถานศึกษามาจนถึงปัจจุบัน

ข้อคิดที่ได้    
        ประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารที่สุดในอาเซียน

12.ชื่อเรื่อง    
      การศึกษาในประเทศบรูไน
ข้อสรุปประเด็นที่ได้    
       ประเทศบรูไนไม่มีการศึกษาภาคบังคับ แต่รัฐให้การศึกษาแก่ประชาชนเพื่อมุ่งพัฒนาให้มี
ความสามารถด้านสติปัญญาและมีความสุข และให้เรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย บรูไนใช้ทั้งภาษามลายูและภาษาอังกฤษสอนเด็กตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ภาษามลายูสอนวิชาความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม พลศึกษา ศิลปะ ส่วนภาษาอังกฤษใช้สอนวิชาหลัก วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เป็นต้น

ข้อคิดที่ได้    
        ประเทศบรูไนเป็นประเทศที่สอนให้คนมีความสุขในการเรียนและให้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองแบบอิสระ เพื่อให้นักเรียนได้แสดงความคิดของตัวเองมากขึ้น


วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แบบทดสอบกลางภาค
1.แนวคิดทางการศึกษาของไทยยุคก่อนมีระบบโรงเรียน  มีสาระสำคัญอะไรบ้าง
ตอบ  การศึกษาไม่มีระบบและแบบแผน  วัดเป็นแหล่งให้ความรู้  พระภิกษุเป็นผู้สอนเพียงเพื่อประกอบอาชีพ  ส่วนใหญ่วิชาความรู้ที่ถ่ายทอดไม่มีการจดบันทึกไว้แต่จะใช่ความสามารถในการท่องจำมากกว่า

2.สมัยกรุงสุโขทัยกับกรุงศรีอยุธยา  การจัดการศึกษาเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรอธิบาย
ตอบ    เหมือนกัน คือมีวัดเป็นศูนย์กลางในการศึกษา  ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนและถ่ายทอดวิชาความรู้ อ่าน เขียน ภาษาไทย  ภาษาบาลี และวิชาความรู้เบื้องต้น อีกทั้งสอนวิชาป้องกันตัวสำหรับผู้ชาย  ใช้ในเวลาศึกสงคราม  ส่วนผู้หญิงจะสอนวิชาหัตถศึกษา เพื่อเป็นเครื่องมือทำมากิน เช่น งานประดิษฐ์    เย็บปักถักร้อยและทอผ้า 

3.อิทธิพลของชาวตะวันตกที่มีต่อการศึกษาไทยยุคก่อนมีระบบโรงเรียนมีอะไรบ้าง
ตอบ  มีการเผยแพร่ศาสนาคริสต์และตั้งโรงเรียนสอนศาสนา อีกทั้งยังมีการสอนวิชาการแบบยุโรป อาทิ ดาราศาสตร์ ภาษาฝรั่งเศส  ต่อเรือและการก่อสร้าง

4.การจัดการศึกษาสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น  มีความก้าวหน้าอย่างไร
ตอบ    การจัดการศึกษาสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น  มีการเปลี่ยนแปลงไม่เด่นชัดมาก ชาวบ้านที่มีฐานะดีและข้าราชการนิยมส่งบุตรหลานไปศึกษาเล่าเรียนที่วัด  ส่วนการจัดการศึกษาสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเริ่มมีการนำวิทยาการใหม่ๆมาใช้  มีการสอนภาษาอังกฤษจากหมอสอนศาสนา ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรก(รัชการที่4)และจัดพิมพ์ตำราเรียน เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษาไทยในยุคสมัยต่อมา

5.แบบเรียนเล่มแรกของไทยชื่อ  เกิดในสมัยใด ตรงกับรัชกาลใด มีที่มาอย่างไร
ตอบ   แบบเรียนเล่มแรกของไทย ชื่อ “ จินดามณี”  เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประมาณ พ.ศ.2199 – 2231  มีที่มาจากการที่มีชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อการค้า  และนำศาสนาเข้ามาเผยแพร่ทำให้พระองค์เกรงว่าคนไทยจะหันไปเข้ารีตและนิยมฝรั่ง  ทรงรับสั่งให้พระโหราธิบดีแต่งหนังสือแบบเรียนภาษาไทยเป็นของตนชื่อ “จินดามณี”นับเป็นหนังสือแบบเรียนเล่มแรกของไทย

6.การจัดการศึกษาภาคบังคับ  มีลักษณะเป็นอย่างไร  จงอธิบาย  ยกเหตุผล
ตอบ  การจัดการศึกษาภาคบังคับ  มีลักษณะการจัดการศึกษาที่มีความรู้ทั้งฝ่ายสามัญศึกษาและวิสามัญศึกษา มีจุดมุ่งหมายเพื่อรับผิดชอบชั่วดี นำวิชาไปประกอบอาชีพและการเป็นพลเมืองดี  เช่น ประถมศีกษา

7.การจัดการศึกษาที่เรียกว่า มาติกาศึกษา เป็นอย่างไร จงอธิบาย ยกเหตุผล
ตอบ   การจัดการศึกษาแบบมาติกาศึกษา คือ มีศูนย์กลางการศึกษาอยู่ที่วัด
สำหรับการศึกษาแบบมาติกาศึกษา มีอยู่ 8 มาติกา คือ  
4.1 ตำบลที่เล่าเรียนคือที่ตั้งของวัด 
4.2 โรงเรียนคือ ที่เรียนในวัด เช่น หอฉัน หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ กุฏิและวิหาร 
4.3 นักเรียนและครู มี 3 ประเภทคือ ภิกษุ สามเณร และศิษย์วัด 
4.4 เวลาเรียนคือ ตอนพระว่าง 
4.5 เครื่องเล่าเรียนคือ กระดานชนวน ดินสอพอ กระดาษข่ายและปากกาไม้ไผ่ เป็นต้น 
4.6 วิชาหนังสือคือ หนังสือเรียนและหนังสืออ่านประกอบ 
4.7 วิชาเลขคือ เลขคณิตวิธีต่าง ๆ 
4.8 ข้อบังคับการเรียนคือ ระเบียบวินัย การลงโทษ และการชมเชย

8. การจัดการศึกษาที่มุ่งคนเข้ารับราชการตรงกับสมัยใด จงอธิบาย ยกเหตุผล 
ตอบ  การจัดการศึกษาที่มุ่งคนเข้ารับราชการตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
ตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทย ที่พระบรมมหาราชวังเป็นโรงเรียนแห่งแรกของไทย มีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) เป็นอาจารย์ใหญ่   มุ่งที่จะฝึกคนเข้ารับราชการ เรียนภาษาไทย การคิดเลข และขนบธรรมเนียมราชการ

9. การปฏิรูปการศึกษาในยุคปัจจุบันท่านเห็นด้วยหรือไม่ จงอธิบาย ยกเหตุผล 
ตอบ  เห็นด้วย  เพราะการศึกษาของไทยจะได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง   ผู้เรียนจะได้มีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้นตามศักยภาพและเพื่อนำพาประเทศไปสู่สากล


10. ท่านเข้าใจการจัดการศึกษาเข้าสู่สมาคมอาเซียน มียุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างไร
ตอบ  การจัดการศึกษาเตรียมเข้าสู่สมาคมอาเซียน กำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ สร้างความตระหนัก หลักสูตรระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เตรียมบุคลากรครูและนักเรียนเพื่อรองรับ และขยายโอกาสทางการศึกษา ที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานและเศรษฐกิจของยุคโลกาภิวัตน์

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

สรุป

สรุป ประวัติการศึกษาไทย
1.             ยุคโบราณ
2.             ยุคสุโขทัย
3.             ยุคอยุธยา
4.             ยุคกรุงธนบุรี
5.             ยุครัตนโกสินทร์
6.             ยุคสมัยใหม่
ในยุคโบราณ ยุคสุโขทัย  ยุคกรุงธนบุรี ยุครัตนโกสินทร์ ส่วนใหญ่จะมีความคล้ายคลึงกัน โดยจะเน้นวัดเป็นศูนย์กลาง โดยให้บ้านเป็นสถานที่กล่อมเกลาจิตใจของคนในบ้าน  วัดเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยผู้ชายส่วนใหญ่จะบวชเรียน  ส่วนผู้หญิงจะเรียนการเย็บปักถักร้อย แม่บ้านแม่เรือน  มีหอเรือน ที่ให้ผู้หญิงศึกษาเรื่องการทำอาหาร การเป็นกุลสตรี มีสำนักบัณฑิตเป็นสำหรับเจ้าขุน วังสำหรับเชื้อพระวงศ์เรียนเกี่ยวกับการทำศึก แต่สมัยอยุธยาจะแบ่งการศึกษาเป็น 2 แบบคือ ทหาร เรียนการใช้ดาบ การใช้อาวุธต่างๆ การขี่ช้างขี่ม้า  และแบบพลเรือน โดยผู้ชายจะเรียนที่วัดโดยบวชเรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ เลข  ภาษา  และโหราศาสตร์โดยจะมีความเชื่อที่ว่า ถ้าไม่บวชเรียนจะไม่ได้เป็นข้าราชการ ส่วนผู้หญิงจะเรียนเย็บปักถักร้อย ทำอาหาร สมัยอยุธยาได้มีการจักทำแบบหนังสือจินดามณี และจักตั้งโดรงเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก สมัยกรุงธนบุรีก็คล้ายๆกับอยุธยา   สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ชายเข้าวัดเพื่อเรียนเกี่ยวกับ การเขียน พิธีกรรม หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา  ส่วนชนชั้นขุนนาง เน้นเรียนในเรื่องปรัชญา เครื่องมือ  เครื่องกล แต่อย่างไรก็ตามในยุคสมัยนี้ยังไม่ส่งเสริมให้กุลสตรีไทยนั้นได้รับการศึกษาอย่างมากนักแต่ยังมีบางส่วนที่สามารถอ่านออกและเขียนได้  สมัยใหม่มีการพัฒนาโดยราชกาลที่ 5 ได้มีการนำเอาการศึกษาทางตะวันตกเข้ามาในประเทศไทย  เพื่อทำให้ประเทศไทยได้ปรับตัวเข้ากับอารยะธรรมตะวันตก  และที่สำคัญมีการเลิกทาสจำทำให้เกิดการทักเทียมการกันในการศึกษา 
มุมมองการศึกษาในปัจจุบัน
-          สมัยนี้มีเทคโนโลยีมากมายทำให้เด็กสนใจการศึกษามากกว่าท่องจำ  เละพยายายามใช่ติวเตอร์ในการสอนทำความเข้าใจมากว่าจะทำความเข้าใจในโรงเรียน
-          เปิดทางให้ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองชอบ
สรุป การปฎิรูปการศึกษาไทย
ประเทศไทย
-          มีประชากรสำดับที่ 21 ของโลก
-          GDP ลำดับที่ 35 ของโลก
-          การพัฒนาของมนุษย์ลำดับที่ 81 ของโลก
-          ความโปร่งใสลำดับที่ 80 จาก 180 ประเทศ
-          ประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง
-          มีความเหลื่อมล่ำของรายได้สูง
-          ปัญหาความยากจน  อาชญากรรม  ยาเสพติด  การพนัน  ความรุนแรง  เพิ่มขึ้นอย่างหน้ากังวล
รากเหง่าของปัญหาเหล่านี้เกิดจากประชากรคนไทยที่ขาดการได้รับการศึกษาที่เพียงพอ  เกิดความเหลื่อมล่ำในการได้รับการศึกษา สภาพการศึกษาโดยรวมต่ำ  และองค์ความรู้ที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง
เป้าหมายในการศึกษาที่ดี
การที่ประชาชนได้มีความรู้ทักษะ ที่จะนำไปแก้ไขปัญหาและพัฒนาตนเอง  มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และจะช่วยพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องมีอย่างน้อย 3 ด้าน
-          ความฉลาดทางด้านปัญญา  IQ
-          ความฉลาดทางด้านอารมณ์ EQ
-          ความฉลาดทางด้านสังคม SQ
แต่ในการจัดการศึกษาของไทย  ขาดความเข้าใจและละเลยความฉลาดทางด้านอารมณ์และทางสังคม  ทั้งยังเน้นด้านการเรียนแบบใช่ครูและตำราเป็นสื่อกลาง  มีการสอนและความรู้สำเร็จรูป ผ่านการฝึกให้ผู้เรียนวิเคราะห์  สังเคราะห์ ละประยุกต์ใช้เป็น  ทำให้ผู้เรียนในระดับอุดมศึกษาส่วนมากมีปัญหาด้านอารมณ์และสังคม
สังคมไทยถูกครอบงำด้วยค่านิยมและระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม  การศึกษากลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ผู้เรียนเป็นแรงงาน โรงเรียนและมหาลัยเป็นโรงงานผลิตแรงงานกลายเป็นการศึกษาแบบสายพาน เน้นการแข่งขันหาเงิน ทำให้เกิดความเครียดและการเห็นแก่ตัว  เพื่อให้ได้ปริญญาบัตรอันทรงเกียติ ทำให้การสอบคัดเลือกเข้าสู่อุดมศึกษามีความสำคัญสำหรับผู้ปกครองและตัวเด็ก  มีการแข่งขันเรียนพิเศษเรียนเสริมนอกโรงเรียน เพื่อสอบเข้าอย่างบ้านคลั่งแต่ความรู้เหล่านั้นเป็นความรู้สำเร็จรูปหรือใช่กะเกณฑ์ของคะแนนมากกว่าความรู้ความเข้าใจ
ปัญหาอีกหนึ่งปัญหาคือ ในอุดมศึกษา
-          สายวิทยาศาสตร์ 30%
-          สายสังคมศาสตร์เเละมนุษยศาสตร์ 70%
จะเห็นได้ว่า สายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มีมากและส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำกลายเป็นบุคคลตกงาน ขณะที่ประเทศไทยยังขาดบุคลากรทางด้านอาชีวศึกษา วิทยาศาสตร์ เละเทคโนโลยีอยู่อีกมาก 
มหาลัยหลายแห่งมุ่งผลิตบัณฑิตเชิงพานิชมีลักษณะที่แบบจ่ายครบจบแน่
-          ประชากร 24.20% หรือจำนวน 20.11 ล้านคน จบการศึกษาระดับประถมศึกษาหรื่อต่ำกว่า
-          ประชากร 13.7% จบมัธยมปลาย
-          ประชากรที่จบด้านอาชีวศึกษาเพียง 3.3%
แรงงานที่จบปริญญาตรีกลายเป็นบุคคลที่ว่างงานมากที่สุด ประมาณ 200,000 คน เพราะมีคนจบสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มากเกินความต้องการ
ประเทศไทยใช่งบประมาณกว่า 3 แสนล้านบาท แต่ผลสำริดที่ได้จากผลการสอบวัด NT ออกมาต่ำกว่าร้อยละ 50
ปัญหาอาจมีหลายสาเหตุ
-          ความยากจน
-          การย้ายถิ่น
-          ทำงาน
-          ตั้งครรภ์
-          เรียนไม่ทัน
-          การจัดสรรงบประมาณ
-          การศึกษาส่วนใหญ่รัฐเป็นผู้ผูกขาด
-          มีความแตกต่างด้านคุณภาพ
                คุณภาพการศึกษาไทยที่พบเจอในโลกความเป็นจริง
-          เด็กไทยอ่านออกเขียนได้ในระดับที่จำกัด
-          เด็กไทยส่วนมากไม่มีโอกาสได้เรียนต่อในระดับสูง
-          ท่องจำแต่ไม่เข้าใจ
-          บัณฑิตไม่สามารถทำงานได้ ทำงานไม่เป็น ฯลฯ
อะไรที่ทำให้การศึกษาไทยล้มเหลว
จากความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่
-          รัฐไม่ใส่ใจจัดสรรงบประมาณให้น้อย
-          เงินเดือนครูน้อยคนเก่งไม่มาเป็นครู
-          เด็กไทยเรียนน้อยเกินไป  ไม่ขยัน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐจัดสรรงบที่มากพอสมควร อีกทั้งเงินเดือนครูก็มากเมื่อเทียบกับหลายๆงาน เด็กไทยเรียนมากทั้งยังมีเรียนกวดวิชาอีก แล้วอะไรคือส่วนสำคัญที่ทำให้การศึกษาไทยล้มเหลว
-          ความรับผิดชอบ (accountability)
ที่ขาดความรับผิดชอบคือเมื่อเด็กเรียนไม่ได้ ครูก็ไม่รับผิดชอบ ครูใหญ่ก็ไม่รับผิด มุ่งแต่ทำผลงานของตัวเอง
-          หลักสูตร
เน้นท่องจำมากกว่าการสอนให้คิดเป็น ซึ่งทำให้เด็กไทยขาดทักษะการแก้ไขปัญหารอบตัว ซึ่งเป็นสอนที่ผิด
สิ่งที่เด็กในทศวรรษที่ 21 ควรมี
ทักษะ
-          การศึกษาด้วยตนเอง
-          การทำงานแบบกลุ่ม
-          การสื่อสาร
-          การใช่ชีวิต
ลักษณะของหลักสูตรที่ดี
-          กระชับ
-          บูรณการ
-          หลักสูตรช่างคิด
คุณลักษณะ
-          ใจกว้าง
-          กล้าหาญ
-          กระตือรือร้น
ในสิงคโปร์ เขามีแนวคิดที่ว่า Teach Lass Learn More คือการสอนให้น้อยลงละเรียนรู้ให้มากขึ้น เขาคิดว่า การเรียนรู้เข้าใจแก่นวิชามีความสำคัญมากกว่าการเรียนรู้ที่แท้จริง นั้นคือการเปิดโลกทัศน์ให้เด็กสามารถเรียนรู้โดนตนเอง จากนอกห้องเรียน
การทดสอบหรือข้อสอบที่ดี
-          ทำให้คิดเป็น
-          ประยุกต์ใช่ในปัจจุบันและอนาคตได้
การใช้ข้อสอบและการประเมินผลที่ดีจึงถือเป็นสาเหตุหลักที่สามารถจัดประเมินผลทั้งตัวโรงเรียน ตัวครูเอง และตัวเด็กได้
การเรียนรู้ที่ดี
การมีครูที่มีแรงจูงใจทำให้เด็กอยากเรียน หมายถึง การที่ตัวครูสนใจนักเรียนให้มากขึ้น ครูต้องทำตัวให้เด็กสามารถเข้าถึงได้ง่าย
การประเมินครู
การเมินครูก็สามารถทำให้การศึกษาแย่ได้เช่นกัน ที่แย่เพราะไม่ได้มุ่งเน้นทำให้ครูคิดที่จะสอนเพื่อเด็ก  แต่สอยเพื่อเลือนเงินเดือนหรือเลื่อนวิทยาฐานะ
*   วิธีการประเมินขึ้นเงินเดือนของครู
-          จริยธรรมและผลการปฏิบัติงานอื่นๆ 70%
-          ทักษะการสอน 30%
-          ผลการเรียน 0%
จะเห็นได้ว่า ผลการเรียนไม่มีปัจจัยในการขึ้นเงินเดือน
*   การประเมินวิทยาฐานะ
-          จริยธรรม 33.3%
-          ทักษะการสอน 33.3%
-          ผลงานทางวิชาการ 13.3%
-          GPA นักเรียน 6.6%
-          อื่นๆ 9.9%
จะเห็นได้ว่าน้ำหนักของการที่ครูจะได้การปนชระเมินที่ดี มีส่วนที่มาจากการพัฒนาของเด็กเพียง 3% ในขณะที่ครูจะได้มากกว่าหากครูไปเขียนบทความวิชาการ ซึ่งมีน้ำหนักสูงกว่า
สรุปแล้วระบบการประเมินครูในปัจจุบันนี้ ล้วนทำให้ครูไม่มุ่งไปที่เด็ก แต่ไปสนใจผู้บริหารการศึกษา แทนที่จะสนใจเด็กหรือผลสำริดของเด็ก และพยายามนำครูออกนอกห้อง
สิ่งที่ต้องทำ
ปรับระบบการประเมินให้สอดคล้องให้เชื่อโยงกับพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก  ครูสามารถทำให้เด็กที่เรียนรู้ช้า  เรียนรู้ไม่เก่ง  ให้เป็นเด็กที่สามารถเรียนรู้ทัดทียมกับเพื่อนได้
ระบบการประเมินโรงเรียนที่มีปัญหา
ลักษณะของการประเมินโรงเรียนนั้นไม่ได้เอื้อต่อการชี้วัดผลการประเมินโรงเรียนที่แท้จริง
ตัวชี้วัดในการประเมินโรงเรียนที่ควรจะเป็น
-          โรงเรียนประเมินภายในตนเอง
-          ระบบการประเมินภายนอกเป็นระบบเสริม
-          มุ่งเน้นการพัฒนาไม่มุ่งเน้นการจับผิด
-          ความเป็นอิสระของโรงเรียน ในเรื่องของการบริหารบุคลากรภายในโรงเรียน
-          เปิดให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการพัฒนามากขึ้น
ปรับระบบการเงิน
-          แทนที่จะเอาเงินไปทุ่มเงินไปทุ่มให้โรงเรียนดีโรงเรียนดัง  ก็เปลี่ยนเป็นเอาเงินมาสนันสนุนโรงเรียนที่ยากจนเพื่อเขาจะได้มีเครื่องมือที่พร้อม  และทัดเทียมกับโรงเรียนดัง
สิ่งที่เป็นปัญหาที่แท้จริง
-          ไม่มีความรับผิดชอบ
-          หลักสูตรล้าสมัย
-          ความเหลื่อมล้ำ
-          สิ่งที่ต้องปรับแก้ไข
ระดับชาติ
·       ปรับหลักสูตร
·       ปรับข้อสอบ
·       ปรับวิธีการประเมิน
ระดับโรงเรียน
·       ให้โรงเรียนเป็นพระเอก
·       สร้างความหลากหลาย
·       สร้างความสอดคล้องกับท้องถิ่น
-          การปรับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ บ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งเพราะ  การปฎิรูปการศึกษาต้องคิดให้ไกล  มองให้ยาว
การศึกษาเป็นปัญหาที่ยาก  แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้
-          การมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง
-          ความตั้งใจ
-          ความหวังดีที่มีต่อลูกหลาน  และคนอื่นๆ